เทคนิคและวิธีการหาโรงงานผลิตเครื่องสำอาง

Last updated: Jul 16, 2020  |  361 จำนวนผู้เข้าชม  |  อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

เทคนิคและวิธีการหาโรงงานผลิตเครื่องสำอาง

การหาโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ดีนั้นสำคัญไฉน

ตลาดเครื่องสำอางมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นในทุกปี แม้แต่ในวิกฤตไวรัสโควิด-19 เครื่องสำอางก็ยังมีผลประกอบการที่ดี ถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ บางประเภท จึงทำให้ผู้ประกอบการหลายๆ ท่านอยากจะเริ่มต้นลงทุนในธุรกิจนี้ ซึ่งการเริ่มต้นที่ดีนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง การเจอโรงงานที่ถูกใจและได้รับมาตรฐานถือเป็นหัวใจสำคัญ บทความนี้เราจะนำเทคนิคและวิธีการหาโรงงานผลิตเครื่องสำอางมาให้ทุกท่านได้ศึกษากัน
 
เริ่มต้นจากตรงไหนก่อนดี?

ก่อนที่จะเริ่มค้นหาหรือวิเคราะห์สิ่งต่างๆ คุณควรจะเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่าประเภทหรือลักษณะของโรงงานมีกี่ประเภท แล้วแบบไหนที่คุณอยากจะนำเงินไปลงทุนด้วย เราแบ่งมาเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

  • โรงงานที่ทำสูตรและผลิตตามความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ รูปแบบนี้อาจจะใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากเป็นการเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรกเลยก็ว่าได้ 
  • โรงงานที่มีแบรนด์อยู่แล้ว แต่อนุญาตให้นำไปจำหน่ายได้ภายใต้แบรนด์ของโรงงาน รูปแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีตลาดรองรับ หรือมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ต้องการความรวดเร็ว สามารถนำสินค้ามาจำหน่ายได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแบรนด์ของตนเอง
  • โรงงานมีสูตรสำเร็จรูปให้เลือกใช้ รูปแบบที่ 3 จะคล้ายกับรูปแบบที่ 2 แต่จะแตกต่างกันตรงที่ผู้ประกอบการสามารถทำแบรนด์ของตนเองได้ ออกแบบแพ็คเก็จจิ้งรูปแบบใหม่ โดยใช้สูตรเดิมของโรงงาน อาจจะสามารถปรับแต่งสูตรได้เล็กน้อย อย่างเช่น สี กลิ่น เป็นต้น 
  • โรงงานที่มีบริการดร็อปชิปเปอร์ (dropshipper) เมื่อผลิตสินค้ากับโรงงาน ทางโรงงานจะมีคลังเก็บสินค้าบริการให้กับผู้ประกอบการ เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการในการจัดเก็บสินค้าคงคลังด้วยตนเอง

ความแตกต่างระหว่างโรงงานในประเทศ และ ต่างประเทศ

บางครั้งผู้ประกอบการหลายๆ ท่านอาจจะตัดสินใจไม่ถูกระหว่างการสั่งโรงงานในประเทศผลิตหรือต่างประเทศผลิตดี เพราะเวลาค้นหาตามช่องทางต่างๆ ก็จะมีโรงงานผลิตเต็มไปหมด ส่วนใหญ่แล้วจะตั้งอยู่ที่ประเทศแถบยุโรป หรือเอเชีย เช่น ประเทศฝรั่งเศส สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ เป็นต้น ส่วนในประเทศจีน หรืออินเดียเป็นที่รู้กันดีว่า มีราคาการผลิตสินค้าที่ถูก แต่คุณภาพของสินค้าจะอยู่ในระดับล่าง เนื่องจากมีค่าแรงหรือวัตถุดิบที่ถูกกว่า ซึ่งผู้ประกอบการที่พึ่งเริ่มต้นส่วนใหญ่มักจะเลือกสั่งผลิตจากโรงงานในประเทศเหล่านี้ ในความเป็นจริงแล้วเราจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย โดยจะแบ่งเป็นข้อดี และข้อเสียของทั้งสองรูปแบบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น

โรงงานในประเทศ

ข้อดี

  • ง่ายต่อการสื่อสารมากกว่า และสามารถเข้าถึงได้มากกว่าเช่น การเข้าไปที่โรงงาน หรือการเข้าชมเว็บไซต์
  • สามารถใช้คำว่า "Made in..." ของประเทศเราได้ หากต้องการบุกตลาดที่ชอบสินค้าไทย
  • การจัดส่งที่รวดเร็วกว่า
  • สามารถจดสิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ต่างๆ ได้ โดยมีกฎหมายครอบคลุม
  • ความปลอดภัยในการจ่ายเงินที่มากกว่า

ข้อเสีย

  • ค่าผลิตอาจจะสูงกว่า เนื่องจากค่าแรงงานและต้นทุน
  • มีตัวเลือกสินค้าที่จำกัด สินค้าบางชนิดไม่สามารถผลิตในประเทศได้

โรงงานในต่างประเทศ (จีน อินเดีย)

ข้อดี

  • ต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า
  • มีตัวเลือกสินค้าหรือวัตถุดิบที่หลากหลาย
  • ค้นหาเจอได้ง่าย เนื่องจากมีแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลและเป็นที่รู้จักอย่าง Alibaba
  • สามารถผลิตได้จำนวนมากต่อรอบการผลิต

ข้อเสีย

  • มีความปลอดภัยที่น้อยกว่า อาจจะถูกขโมยไอเดีย
  • เข้าถึงโรงงานได้ยาก เมื่อมีเหตุจำเป็นที่จะต้องเข้าไปโรงงาน
  • มีเวลาการจัดส่งที่นานกว่า รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งที่สูง
  • มีมาตรการป้องกันไม่มาก ในเรื่องของการจ่ายเงิน
  • วัฒนธรรมที่แตกต่าง อาจจะทำให้การสื่อสารยากมากขึ้น
  • สามารถติดตามงานได้ยาก หากไม่มีคนคอยดูแลและติดตามเรื่อง
  • เรื่องของการนำเข้าและเรื่องของภาษีจะต้องมีคนที่มีความรู้ด้านนี้มาดูแล
  • เรื่องของค่าเงินที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา
  • เข้าสู่การเริ่มต้นหาโรงงานที่ถูกใจ

มาถึงตรงนี้ ทุกท่านน่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นสำหรับสิ่งที่กำลังตามหาอยู่ รวมถึงทราบข้อดีและข้อเสียของโรงงานรูปแบบต่างๆ เพราะฉะนั้นคุณอาจจะเริ่มต้นได้จากการค้นหาในอินเตอร์เน็ต หรือช่องทางอื่นๆ เช่น การไปงานจัดแสดงหรืออีเว้นท์ หรือตามเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลของโรงงาน เป็นต้น

คำถามที่ห้ามลืม

เมื่อคุณค้นหาและเจอโรงงานที่ถูกใจเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะต้องติดต่อแล้วจากนั้นคำถามแรกที่คุณจะถามโณงงานคือ "ราคาเท่าไหร่" แต่คำถามแค่นั้นมันยังไม่พอสำหรับการลงทุนที่มั่นคง หรือการหาโรงงานพาร์ทเนอร์ดีๆ สักที่ การมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนจะทำให้คุณถามคำถามได้ตรงจุด และได้รับคำตอบตามข้อมูลที่คุณต้องการ ยกตัวอย่างเช่น คำถามสำคัญเหล่านี้

จำนวนการสั่งซื้อขั้นต่ำ (Minimum order quantity)

ราคาของตัวอย่างผลิตภัณฑ์ (Sample pricing) - การทำตัวอย่างผลิตภัณฑ์บางครั้งอาจจะมีค่าใช้จ่าย

ราคาในการสั่งผลิต (Production Pricing) - คำถามนี้อาจจะเป็นเรื่องทั่วไป แต่เป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะรู้ ว่าราคาต้นทุนของผลิตภัณฑ์ต่อชิ้นคือเท่าไหร่ แล้วถ้าสั่งมากขึ้นจะมีส่วนลดหรือไม่

ระยะเวลาการผลิตซ้ำ (Turnaround time) - การรู้ระยะเวลาการผลิตจะทำให้คุณสามารถเตรียมการวางแผนไว้ล่วงหน้าได้ เพื่อให้ทันต่อจำนวนการสั่งซื้อ

เงื่อนไขการชำระเงิน (Payment Terms) - การจ่ายเงินปกติแล้วจะเป็นการจ่ายล่วงหน้า หรือการจ่ายทันที แต่ในบางกรณีอาจจะมีการจ่ายแบบให้เครดิต เพื่อทำให้เราสามารถหมุนเงินได้ง่ายขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายของการสต๊อคสินค้าคงคลังถือเป็นค่าใช้จ่ายที่มากพอสมควร

การหาโรงงานผลิตเครื่อสำอางที่ถูกใจอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ซึ่งการขอใบเสนอราคาในบางครั้ง โรงงานอาจจะไม่ตอบกลับเนื่องจากเห็นเราเป็นธุรกิจที่พึ่งจะเปิดใหม่ เพราะฉะนั้นการเขียนข้อมูลในอีเมลให้ครบถ้วนอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้การประสานงานสำเร็จประกอบไปด้วย สินค้าหรือบริการที่คุณต้องการ จำนวน วันที่ต้องจัดส่ง และคุณภาพที่ต้องการ สุดท้ายคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเลือกโรงงานนี้

แต่ในกรณีที่เราติดต่อโรงงานต่างประเทศ บางแห่งอาจจะใช้โปรแกรมแปลภาษาในการสื่อสาร เพราะฉะนั้นการส่งอีเมลอาจจะต้องมีความยาวที่ไม่มากเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อความผิดเพี้ยนจากการแปล

ประเมินผลการเสนอราคา

หลังจากที่คุณได้รับใบเสนอราคามาจากโรงงานแต่ละที่ ให้คุณนำรายละเอียดต่างๆ มาเปรียบเทียบกับเช็คลิสต์ที่คุณตั้งไว้ เป็นการทบทวนข้อมูลอีกครั้งเพื่อป้องกันการตกหล่นของรายละเอียด และจะช่วยทำให้คุณเจอโรงงานที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบเอกสารสัญญาเพื่อป้องกันความเสียหายต่อธุรกิจของคุณในอนาคต

เรื่องเอกสารสัญญา

เมื่อคุณตัดสินใจที่จะเริ่มลงทุนกับโรงงานที่คุณได้เลือกไว้ การบันทึกเอกสารสัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อเก็บเป็นลายลักษณ์อักษรในเรื่องของสิทธิและขอบเขตความรับผิดชอบ

เรื่องการสั่งซื้อขั้นต่ำ - หากคุณเป็นมือใหม่ที่พึ่งเริ่มต้นทำธุรกิจเครื่องสำอาง คุณควรที่จะศึกษาในเรื่องนี้เพิ่มเติมให้มีความเข้าใจเบื้องต้น

ข้อตกลงการซื้อขาย - ประกอบไปด้วย จำนวน ราคา ส่วนลด ระยะเวลาการสั่งซื้อ ระยะเวลารับและจัดส่ง, เงื่อนไขการชำระเงิน, รายละเอียดของสินค้าและบริการ, ระยะเวลาการรับประกัน, เงื่อนไขการรับผิดชอบหากสินค้าเสียหาย, สิทธิบัตร, ความลับของสินค้า, ประกันภัย, ข้อยกเว้นต่างๆ 

 
สรุป

สำหรับใครก็ตามที่กำลังสนใจและต้องการที่จะลงทุนในธุรกิจเครื่องสำอาง หรือธุรกิจประเภทอื่นควรที่จะต้องศึกษาเพื่อหาข้อมูล และทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะลงทุน การโรงงานนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเพราะจำนวนโรงงานในประเทศนั้นมีมากกว่า 3,000 โรงงาน แต่การที่จะหาโรงงานผลิตที่ตรงกับความต้องการของเรานั้นอาจจะต้องใช้เวลา และถ้าหากผู้ประกอบการท่านมีประสบการณ์จากการจ้างโรงงานผลิตจนรู้สึกว่าสามารถเริ่มต้นทำได้ด้วยตนเองแล้ว สามารถลงทุนเพื่อเปิดโรงงานของตนเองได้ โดยทางบริษัท ไทยโอเคอะเบิ้ล จำกัด ของเราเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาหารและยา รวมถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการค้นหาโรงงานที่มากขึ้น


ที่มา: Beauty Business

Powered by MakeWebEasy.com